ตอนที่ ๑๒ สารีบุตรและโมคคัลลานะ
ในระยะเวลาที่พระพุทธองค์ประทับอยู่ใกล้นครราชคฤห์นี้ มีเจ้าลัทธิผู้หนึ่งชื่อ
สญชัย ตั้งสำนักอยู่ใกล้ๆ
นครราชคฤห์ มีสาวกประมาณ ๒๐๐ คนเศษ ในบรรดาสาวกเหล่านั้นมีสาวกสองคน ชื่อ อุปติสสะ
และโกลิตะ มีสติปัญญามาก ทั้งสองคนไม่พอใจในคำสั่งสอน ท่าที่อาจารย์ของตนได้สอนให้
แต่มีความประสงค์จะรู้สิ่งที่ดีและลึกซึ้งไปกว่านั้น อันเรียกกันว่า อมฤตธรรม คนทั้งสองนี้รักกันมาก
คนหนึ่งจะต้องมีส่วนได้ในสิ่งที่อีกคนหนึ่งได้เสมอไป จึงได้ทำกติกาต่อกันอย่างเงียบๆ
ว่า ต่างคนต่างพยายามศึกษาและคิดค้นให้สุดกำลังสติปัญญาของตนๆ เพื่อให้พบอมฤตธรรม ถ้าคนใดได้พบก่อน
ก็จักบอกให้อีกคนหนึ่งได้รู้ด้วย
วันหนึ่ง ในเวลาเช้า เมื่ออุปติสสะเดินไปตามถนนในนครราชคฤห์
เขาได้เห็นบรรพชิตรูปหนึ่ง กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ มีอาการแปลกประหลาด
จับตาจับใจของเขาเป็นอันมาก บรรพชิตรูปนั้นมีลักษณะอาการที่สุภาพเรียบร้อย สงบเสงี่ยมงดงามทั้งในการเดินและการยืนตลอดจนการรับบิณฑบาตชนิดที่เขาไม่เคยพบเห็นมาแต่ก่อน
ยิ่งเดินเข้าไปใกล้ก็ยิ่งมีความฉงน และเต็มไปด้วยความเคารพยิ่งขึ้น เพราะว่าใบหน้าของบรรพชิตรูปนั้นเป็นใบหน้าชนิดที่เขาไม่เคยเห็นนักบวชรูปใดมีใบหน้าซึ่งประกอบด้วยลักษณะเช่นนั้นเลย
คือเป็นใบหน้าที่แสดงความสุขอย่างเต็มเปี่ยม และแสดงถึงความสงบไม่มีความหวั่นไหว เปรียบประดุจดังผิวน้ำในเวลาที่เงียบสงัด
ปราศจากลมรบกวน ในเวลากลางคืน อุปติสสะได้รำถึงอยู่ในใจว่า บรรพชิตรูปนี้
เป็นอย่างไรหนอ บรรพชิตรูปนี้ต้องเป็นบุคคลที่ได้บรรลุถึงธรรมที่เรากำลังแสวงหาแล้วอย่างแน่นอน
หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องเป็นสาวกของผู้ที่ได้บรรลุธรรมนั้นแล้ว เราอยากรู้เหลือเกินว่า
ใครเป็นอาจารย์ของท่านผู้นี้ คำสอนของอาจารย์ท่านผู้นี้ จักเป็นอย่างไรหนอ
เราจักต้องติดตามเอาความจริงให้ได้
อย่างไรก็ตาม อุปติสสะรู้สึกว่า
ยังไม่เหมาะที่จะเข้าไปไต่ถามบรรพชิตรูปนั้น ในขณะที่ท่านกำลังบิณฑบาตอยู่
จึงได้เดินตามไปห่างๆ จนกระทั่งบรรพชิตรูปนั้น ได้อาหารบิณฑบาตเพียงพอแล้ว
กำลังเดินออกประตูเมืองไป อุปติสสะได้เข้าไปทำความเคารพทักทายปราศรัย พอให้เกิดความคุ้นเคย
แล้วไต่ถามในข้อที่ว่า ท่านผู้ใดเป็นครูบาอาจารย์ที่บรรพชิตรูปนี้มีความเคารพ และรับปฏิบัติตามโอวาท
อุปติสสะได้กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ อากัปกิริยาของท่านสงบเสงี่ยมยิ่งนัก
ใบหน้าของท่านเปล่งปลั่ง สุกใสดียิ่งนัก ข้าพเจ้าใคร่จะทราบอย่างแท้จริงว่า
ผู้ใดเป็นครูอาจารย์ของท่าน คำสอนของใคร ที่ท่านสละเหย้าเรือนและญาติมิตรมาอยู่ประพฤติพรหมจรรย์นี้
อาจารย์ของท่านชื่ออะไร ?
และคำสอนของท่านเป็นอย่างไร ?
บรรพชิตรูปนั้นได้ตอบอย่างยิ้มแย้มว่า ท่านผู้เจริญ
ข้าพเจ้าอาจจะบอกท่านได้เดี๋ยวนี้ มีพระมหาสมณะแห่งวงศ์ศากยะผู้หนึ่ง ซึ่งได้สละฆราวาสวิสัยออกมาบวชประพฤติพรหมจรรย์
ข้าพเจ้าสละเหย้าเรือนบวชเพื่อประพฤติตามพระมหาสมณะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าองค์นั้นเอง
เป็นครูของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าประพฤติปฏิบัติตามคำสั่งสอนของท่านผู้นั้น
อุปติสสะได้คิดว่า บางทีเขาอาจจะได้ทราบจากบรรพชิตผู้นี้ ถึงเรื่อง อมฤตธรรม ซึ่งเขาและโกลิตะเพื่อนของเขาได้เสาะแสวงหามาเป็นเวลานานแล้ว
จึงได้ถามขึ้นอย่างรีบร้อนว่า ข้าแต่ท่านที่เคารพ
คำสั่งสอนที่ท่านกล่าวถึงนั้น เป็นอย่างไร ?
ครูของท่านได้สอนอะไร ? ข้าพเจ้าอยากทราบในข้อนั้นเป็นอย่างยิ่ง
บรรพชิตผู้นั้นได้ตอบอย่างสุภาพว่า ข้าพเจ้าเป็นแต่คนเพิ่งมาบวชแรกศึกษา
ยังเป็นเวลาน้อยมาก นับแต่ข้าพเจ้าเริ่มศึกษาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าและประพฤติพรหมจรรย์ในธรรมวินัยของพระองค์
ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ทราบอะไรในคำสอนของพระองค์มากนัก ข้าพเจ้าไม่สามารถอธิบายแก่ท่านได้โดยละเอียด
ถ้าท่านต้องการทราบแต่โดยย่อแล้ว ข้าพเจ้าก็อาจจะบอกให้ท่านทราบได้บ้างสักสองสามคำ
อุปติสสะได้กล่าวขึ้นโดยเร็วว่า ท่านผู้เจริญ
นั่นแหละที่ข้าพเจ้าต้องการทราบ จงบอกแต่ใจความให้แก่ข้าพเจ้าเถิด ใจความนั่นแหละ สำคัญไม่จำเป็นที่จะต้องกล่าวด้วยถ้อยคำยืดยาวดอก
บรรพชิตผู้นั้น ได้กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น
ก็ดีแล้ว ท่านจงฟังเถิด สิ่งใด มีเหตุเป็นเครื่องบันดาลให้เกิดขึ้น พระตถาคตได้ตรัสบอกถึงเหตุแห่งสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น
พร้อมทั้งความดับสนิทของสิ่งเหล่านั้น พระมหาสมณะองค์นั้นมีปรกติกล่าวด้วยอาการอย่างนี้
นักบวชได้กล่าวเพียงเท่านี้ แต่ขณะที่อุปติสสะได้ยืนฟังข้อความนี้อยู่ที่ประตูเมืองนั่นเอง
ความแจ่มแจ้งได้โพลงขึ้นในใจของเขาอย่างรุ่งโรจน์ ในธรรมที่พระพุทธเจ้าทุกๆ พระองค์ได้ทรงสอน
เป็นธรรมที่แสดงให้ทราบว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ที่ได้เกิดขึ้นแล้ว หรือกำลังจะเกิดขึ้นก็ตาม
จักต้องดับลงไป อีกอย่างไม่มีทางยกเว้น อย่างไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงได้
อย่างไม่เคยผิดพลาดเลย อุปติสสะได้เห็นอย่างแจ่มแจ้งในขณะนั้นเองว่า สิ่งที่ไม่มีการเกิด เท่านั้นเองที่จะเป็นอิสระเหนือกฎที่ว่า
มันจะต้องดับ หรือ ต้องตาย และสิ่งนั้นแหละคืออมฤตธรรม
อุปติสสะได้กล่าวแก่บรรพชิตรูปนั้นว่า ถ้าความข้อนี้เป็นสิ่งที่ท่านได้เรียนรู้มาจากอาจารย์ของท่านแล้ว
ก็เป็นที่แน่นอนว่าท่านได้ลุถึงสิ่งที่ไม่มีทุกข์ อยู่เหนือความตาย ซึ่งไม่เคยปรากฏแก่มนุษย์เรามาเป็นยุคๆ
เมื่ออุปติสสะกล่าวดังนี้แล้ว ก็ได้กล่าวขอบคุณแก่บรรพชิตรูปนั้น และได้ไต่ถามถึงที่ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่
แล้วลาจากไปเพื่อไปบอกกล่าวแก่โกลิตะเพื่อนของตน ให้ทราบถึงข่าวดีที่ว่า บัดนี้ ตนได้พบอมฤตธรรมนั้นแล้ว !
บัดนี้อุปติสสะมีใบหน้าแจ่มใสอิ่มเอิบสงบเสงี่ยมเช่นเดียวกับใบหน้าของบรรพชิตผู้ที่ได้บอกกล่าวอมฤตธรรมแก่เขา
เมื่อโกลิตะได้เห็นอุปติสสะ มีใบหน้าเช่นนั้นกำลังเดินใกล้เข้ามา ก็ทราบได้ว่าความเปลี่ยนแปลงอันใหญ่หลวง
ได้เกิดขึ้นแก่สหายของเขาแล้ว จึงได้ถามว่า เพื่อเอ๋ย
ทำไมหน้าตาของท่านจึงดูแจ่มใส รุ่งเรืองยิ่งนัก ท่านได้พบอมฤตธรรม ซึ่งเราทั้งสองได้แสวงกันมาเป็นเวลานานนักแล้วอย่างนั้นหรือ ?
อุปติสสะได้ตอบด้วยความร่าเริงว่า อย่างนั้น
อย่างนั้น เพื่อเอ๋ย เราได้พบอมฤตธรรมนั้นแล้ว โกลิตะได้ถามอย่างรีบร้อนว่า
เป็นอย่างไรกันเพื่อน ? เป็นอย่างไรกัน ? อุปติสสะได้บอกแก่โกลิตะเพื่อร่วมใจของเขาด้วยเรื่องบรรพชิตแปลกหน้า
ที่เขาได้พบเที่ยวบิณฑบาตอยู่ตามถนนในเวลาเช้า นุ่งห่มจีวรสีเหลือง มีท่าทางสงบและสำรวม
ชนิดที่เขาไม่เคยเห็นนักบวชรูปใดเป็นอย่างนั้นมาก่อนเลย และบอกให้ทราบถึงการที่เขาได้ติดตามไปจนถึงประตูเมือง
และไต่ถามถึงมูลเหตุที่ทำให้ท่านมีผิวพรรณผ่องใส สงบเสงี่ยมเช่นนั้น ในที่สุดอุปติสสะได้กล่าวคาถามีจำนวนสี่บาท
ซึ่งบรรพชิตรูปนั้นได้กล่าวแล้วให้โกลิตะฟัง และในขณะนั้นเอง โกลิตะก็ได้เห็นธรรม รู้แจ้งว่าอมฤตธรรมนั้น
มิได้เกิดอยู่ในโลกนี้ ในลักษณะที่เป็นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะและความคิดนึกต่างๆ
และเพราะเหตุที่อมฤตธรรมนั้นมิได้เป็นสิ่งที่มีความเกิดขึ้นเช่นนั้นเอง จึงเป็นสิ่งที่ไม่ดับ
คือไม่ตาย
ในที่สุด สหายคู่นั้น ได้ตรงไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า
และถือเอาพระพุทธองค์เป็นครู แทนครูสญชัยสืบไป
พระองค์ทรงรับเขาทั้งสองเข้าเป็นภิกษุ และต่อมาได้เป็นพระอัครสาวกของพระองค์
เนื่องจากมีความรู้สติปัญญาและความสามารถมาก และมีนามซึ่งรู้จักกันในโลกนี้ว่า พระสารีบุตร และ พระโมคคัลลาน
บรรพชิตผู้ได้บอกอมฤตธรรมแก่ท่านทั้งสองโดยคาถาเพียงสี่บาทนั้น
มีนามว่า อัสสชิ เพราะฉะนั้นคาถานั้นจึงได้นามว่า
คาถาของพระอัสสชิ สืบมา
มิใช่เพียงแต่อุปติสสะกับโกลิตะเท่านั้น ที่เข้ามาบวชเป็นภิกษุกับพระพุทธองค์
ขณะที่ประทับอยู่ใกล้นครราชคฤห์ในคราวนี้ แต่ยังมีคนหนุ่มตระกูลสูงเป็นจำนวนมาก
ได้สละบ้านเรือน มารดาบิดา ญาติใหญ่น้อย แล้วมาบวชเป็นภิกษุสาวกของพระองค์
ผู้มีนามที่เรียกกันอีกอย่างหนึ่งว่า พระศากยมหามุนี
ทั้งนี้เพราะเหตุที่พระองค์ทรงเป็นศาสดาแตกต่างจากศาสดาอื่นๆ ในประเทศนั้น
ในข้อที่ทรงมีพระชาติกำเนิดอันสูงศักดิ์และประเสริฐ และทรงมีการบรรลุธรรมอันสูงสุด
ซึ่งเมื่อใครปฏิบัติตามคำสั่งสอนของพระองค์จนถึงที่สุดแล้ว จักได้พ้นจากความทุกข์ทั้งปวง
โดยสิ้นเชิง
ความจริงมีว่า ในครั้งนั้น คนหนุ่มๆ ได้พากันออกบวชเป็นจำนวนมาก
จนถึงกับประชาชนแห่งเมืองนั้นพากันรู้สึกตกใจ ไม่สบายใจ และบางพวกถึงกับโกรธแค้น
คนบางพวกได้ไปร้องทุกข์กับพระองค์ว่า ถ้ายังออกบวชกันเป็นจำนวนมากอยู่เช่นนี้ ในไม่ช้าก็จักไม่มีคนหนุ่มที่จะประกอบกิจการงานตามบ้านเรือนอีกต่อไป
เขาพากันกล่าวว่า ในไม่ช้าจักไม่มีครอบครัวเพิ่มขึ้น จักไม่มีเด็กเกิดมา บ้านเมืองก็จะรกร้างว่างเปล่า
เพราะออกบวชเป็นภิกษุกันเสียหมด